โดย Benedict Rogers ใน The 101 World
ที่ร้านกาแฟในอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก พรมแดนประเทศไทย-เมียนมา ผู้หญิงวัยกลางคนที่นั่งโต๊ะเดียวกันกับผมในสภาพน้ำตานองหน้า ก่อนหน้านี้เธอเคยมีอาชีพการงานที่ประสบความสำเร็จ ทำงานเป็นทนายความซึ่งเป็นที่เคารพนับถือและว่าความในศาลฎีกาของเมียนมา เธอยังเคยเป็นเจ้าของธุรกิจก่อสร้างที่ให้ผลกำไรเป็นอย่างดี แต่หลังการทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 ในเมียนมา กองทัพได้ยึดบริษัทของเธอและขู่จะจับกุมเธอ แม้เธอไม่ได้เข้าร่วมการประท้วงต่อต้านรัฐประหารโดยตรง แต่เธอเป็นผู้สนับสนุนข้าวของ เงินทอง และการเดินทางของผู้ประท้วง
เมื่อเพื่อนคนหนึ่งของเธอถูกศาลตัดสินจำคุก 20 ปี มันจึงเป็นจุดเปลี่ยนให้เธอตัดสินใจหนีมาเป็นผู้ลี้ภัยในประเทศไทย
ปัจจุบัน เธอทุ่มเทเวลาให้กับการดูแลเด็กผู้ลี้ภัย “มีเด็กกำพร้ามากมายที่นี่ เด็กที่ผ่านประสบการณ์อันปวดร้าวจำนวนมาก เด็กจำนวนมากเหล่านี้ไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาในเมียนมาได้” เธอบอกกับผม “เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจอย่างมาก”
เธอบอกว่า แต่ก่อนทุกครั้งที่ได้ยินเสียงเครื่องบินบนท้องฟ้า มันเตือนให้เธอรำลึกถึงการเดินทางไปต่างประเทศและรู้สึกตื่นเต้นยินดี “แต่สำหรับเด็กๆ ที่ฉันเป็นผู้ดูแล ทุกครั้งที่พวกเขาได้ยินเสียงเครื่องบิน พวกเขาจะพากันวิ่งหนีไปหาที่ซ่อนตัว เพราะคิดว่าเป็นการโจมตีทางอากาศของรัฐบาลทหาร”
เมื่อใกล้จบการสนทนาของเรา เธอจ้องมองตาผมและถามว่า “เหตุใดประชาคมระหว่างประเทศจึงไม่ช่วยเหลือประชาชนชาวเมียนมา แบบที่พวกเขาช่วยเหลือยูเครนล่ะ?”
ผมได้รับฟังเรื่องราวและคำร้องขอที่คล้ายคลึงกันแบบนี้จากผู้ลี้ภัยชาวเมียนมาอีกหลายสิบคน ในช่วงเวลาสองสัปดาห์ของเดือนที่แล้ว ซึ่งยิ่งทำให้ผมรู้สึกประหลาดใจและเจ็บปวดกับการตัดสินใจของสหรัฐอเมริกาเมื่อเร็วๆ นี้ที่จะตัดความช่วยเหลือ พร้อมกับยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรซึ่งเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งในขณะนี้
รัฐบาลทหารที่เหี้ยมโหดของเมียนมา ซึ่งหาทางโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตยเมื่อสี่ปีที่แล้ว ได้ก่ออาชญากรรมที่ทารุณโหดร้ายเป็นวงกว้างทั้งประเทศทุกวัน องค์การสหประชาชาติรายงานว่ามีการโจมตีทางอากาศและการยิงปืนใหญ่กว่า 600 ครั้งใส่พลเรือน เฉพาะในช่วงสี่เดือนที่ผ่านมา นับตั้งแต่เกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.7 ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายพันคน และผู้ที่ต้องพลัดพรากจากถิ่นฐานอีกหลายพันคน แม้รัฐบาลทหารจะเป็นฝ่ายประกาศ ‘หยุดยิง’ ก็ตาม
ประชาชนกว่าสี่ล้านคนต้องพลัดพรากจากถิ่นฐานเนื่องจากสงคราม และบ้านอีกกว่า 100,000 หลังถูกทำลาย รวมทั้งโรงพยาบาล โรงเรียน และศาสนสถาน นักโทษการเมืองกว่า 22,000 คน ยังคงถูกคุมขังในสภาพที่เลวร้าย มีการซ้อมทรมานอย่างกว้างขวาง อย่างรุนแรง และอย่างเป็นระบบ
ทอม แอนดรูว์ส ผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิมนุษยชนในเมียนมาพูดถูกแล้วว่าเราต้องประณามการตัดสินใจของรัฐบาลทรัมป์ ที่ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรต่อบุคคลและบริษัท ซึ่งจัดส่งอาวุธให้กับรัฐบาลทหาร โดยเขามองว่าเป็นการตัดสินใจซึ่งเป็นการ “ก้าวถอยหลังครั้งใหญ่ที่น่าตกใจ” และ “เป็นเรื่องที่ขัดกับมโนธรรมสำนึกในการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรต่อผู้ค้าอาวุธที่ส่งอาวุธให้เมียนมาและพวกพ้องของรัฐบาลทหาร” เขากล่าวในแถลงการณ์
ช่วงต้นปีนี้ ก็มีการตัดสินใจครั้งสำคัญที่จะตัดงบประมาณช่วยเหลือ ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่แอนดรูว์สเตือนเช่นกันว่าเป็น ‘หายนะ’ ที่ ‘ไม่จำเป็น’ และ ‘โหดร้าย’
ระหว่างการเดินทางมาเยือนพรมแดนไทยของผม ผมได้เห็นผลกระทบจากการตัดลดงบประมาณอย่างชัดเจน เพราะเป็นช่วงไม่กี่วันสุดท้ายก่อนที่จะมีการยุติการแจกอาหารฟรีให้กับผู้ลี้ภัยเป็นส่วนใหญ่ ผลกระทบนี้เป็นดังที่เมอร์ซี่ คริสตี้ บาเรนด์ส สมาชิกรัฐสภาชาวอินโดนีเซียและประธานกลุ่มสมาชิกรัฐสภาอาเซียนเพื่อสิทธิมนุษยชน บอกไว้ว่า “นี่ไม่ใช่เพียงเรื่องของการตัดงบประมาณ แต่สะท้อนถึงความล่มสลายของมนุษยชาติ เรากำลังทอดทิ้งประชาชนที่เคยถูกโลกทอดทิ้งมานานนับครั้งไม่ถ้วน”
ในระยะยาว การที่รัฐบาลไทยตัดสินใจให้ผู้ลี้ภัยประมาณ 90,000 คนในค่ายผู้ลี้ภัยเก้าแห่งในประเทศไทยทำงานได้นับเป็นทางออกที่น่ายินดียิ่ง ผู้ลี้ภัยชาวเมียนมาจำนวนมากอาศัยอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยที่พรมแดนไทยมาหลายทศวรรษแล้ว แต่แม้ว่าจะมีการตัดสินใจเช่นนี้ ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอย่างเร่งด่วนยังคงจำเป็น เพื่อป้องกันโรคระบาดและความหิวโหย
แต่การตัดสินใจในเรื่องนี้ต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมืองของรัฐบาลไทย ซึ่งไม่น่าจะเกิดขึ้นโดยทันที ทำให้ในปัจจุบันขณะที่ผู้บริจาคระหว่างประเทศก็ไม่ได้แสดงท่าทีที่จะเพิ่มเงินช่วยเหลือ ผู้ลี้ภัยที่ถูกทอดทิ้งโดยหน่วยงานช่วยเหลือของสหรัฐอเมริกา จึงเสี่ยงที่จะเจ็บป่วยจากโรคและอดอาหาร
ในขณะเดียวกัน ท่ามกลางการถอนตัวของสหรัฐฯ ความเพิกเฉยของชาวโลก บวกกับแรงสนับสนุนที่รัฐบาลทหารได้รับจากประเทศจีนและรัสเซีย พลเอกมิน อ่อง หล่าย หัวหน้าคณะรัฐบาลทหารของเมียนมาวางแผนที่จะจัด ‘การเลือกตั้ง’ ครั้งใหม่เพื่อสร้างความชอบธรรมมากขึ้นให้กับรัฐบาลทหาร แต่ก็เป็นที่ชัดเจนมากว่าจะเป็นเพียงการเลือกตั้งแบบจอมปลอมเท่านั้น
พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ซึ่งชนะการเลือกตั้งสองครั้งที่ผ่านมาอย่างล้นหลาม และควรเป็นรัฐบาลในปัจจุบัน ถูกสั่งห้ามไม่ให้ลงเลือกตั้ง ในขณะที่อองซานซูจี หัวหน้าพรรค กำลังใช้โทษจำคุกเป็นเวลา 27 ปี ทั้งยังมีข้อห้ามการลงสมัครรับเลือกตั้งต่อพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยและพรรคฝ่ายชาติพันธุ์อื่นๆ อีกด้วย ส่วนภาคประชาสังคมและสื่อมวลชนอิสระก็ถูกปราบปรามอย่างรุนแรง ทำให้ผู้สื่อข่าวและนักกิจกรรมผู้กล้าหาญต้องทำงานใต้ดิน หรือทำงานจากในพื้นที่นอกการควบคุมของรัฐบาลทหาร การดำเนินงานใดๆ เพื่อขัดขวางการเลือกตั้ง อาจได้รับโทษจำคุกถึงขั้นประหารชีวิต ตามที่รัฐบาลทหารประกาศ
เมื่อเร็วๆ นี้ รัฐบาลทหารได้ยกเลิกการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นเวลาสี่ปี และได้เปลี่ยนชื่อตัวเองเป็น ‘คณะกรรมการความมั่นคงของชาติและสันติภาพ’ จากประวัติศาสตร์ที่ยาวนานของเผด็จการทหารในเมียนมา พวกเขามักเลือกใช้ชื่อที่ฟังดูดีแต่สยดสยอง ไม่ว่าจะเป็น ‘สภาฟื้นฟูกฎหมายและระเบียบของรัฐ’ (SLORC) และ ‘สภาสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ’ (SPDC) แต่ความจริงแล้วพวกเขาเป็นกองทัพที่เป็นภัยคุกคามต่อสันติภาพ ความมั่นคง การพัฒนา กฎหมายและความเป็นระเบียบเรียบร้อยในช่วงกว่า 75 ปีที่ผ่านมา
ประชาคมระหว่างประเทศไม่ควรยอมรับการเลือกตั้งที่จัดโดยมิน อ่อง หล่าย โดยควรถือว่าเป็นการสร้างความชอบธรรมแบบจอมปลอมเพื่อหาเหตุผลสนับสนุนรัฐบาลทหารที่ผิดกฎหมายและมุ่งสังหารคน โลกไม่ควรยอมรับการเลือกตั้งเช่นนี้ เราไม่ควรเรียกมันว่าเป็นการเลือกตั้งทั่วไป (General Election) แต่ควรเรียกมันว่าเป็นการเลือกตั้งจอมปลอมของนายพลทหาร (a fake election of Generals)
นอกจากนั้น ประชาคมระหว่างประเทศ ควรรับฟังคำเตือนแบบที่ฝ่ายเรียกร้องประชาธิปไตยและกลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่ระหว่างลี้ภัยบอกกับผม ดังเช่นที่แกนนำชาวกะเหรี่ยงคนหนึ่งกล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งนี้เป็น “สถานการณ์ที่อันตรายอย่างยิ่ง” ซึ่ง “มีแต่จะนำความถดถอยมาให้” และ “มีแต่จะยิ่งเพิ่มความรุนแรง”
สหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ ในโลกจึงควรทบทวนจุดยืนของตนต่อเมียนมา ขณะนี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะยกเลิกการคว่ำบาตรต่อผู้ที่สนับสนุนด้านการเงินให้กับรัฐบาลทหารที่ผิดกฎหมาย เป็นอาชญากร และมุ่งสังหารคน รวมทั้งคนที่จัดส่งอาวุธให้กับพวกเขา ขณะนี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะตัดลดความช่วยเหลือต่อประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อของรัฐบาลทหารที่โหดร้าย และแน่นอนว่าขณะนี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะให้การรับรองใดๆ ต่อการเลือกตั้งจอมปลอมเช่นนี้
ในทางตรงกันข้าม ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องดำเนินงานเพื่อสนับสนุนประชาชนชาวเมียนมา เพื่อให้สามารถบรรลุสันติภาพและเสรีภาพอย่างแท้จริง ดังที่แกนนำชาวกะเหรี่ยงบอกกับผมว่า “เราไม่เพียงต้องการเปลี่ยนรัฐบาล แต่เราต้องเปลี่ยนระบบทั้งหมดด้วย”
ประชาคมระหว่างประเทศควรตัดท่อน้ำเลี้ยงของรัฐบาลทหารโดยการใช้มาตรการคว่ำบาตรที่เข้มงวดและมีเป้าหมายมากขึ้น โดยการห้ามการจัดส่งอาวุธระดับโลก และโดยการห้ามไม่ให้มีการจัดส่งเชื้อเพลิงอากาศยานเพื่อขัดขวางการโจมตีทางอากาศ และโดยการสนับสนุนช่วยเหลือประชาชนผ่านการให้ความช่วยเหลือ ให้ความยุติธรรมและความรับผิด ความช่วยเหลือให้พวกเขาเหล่านี้จะสามารถเปลี่ยนแปลงระบบ และปูทางไปสู่ประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนสำหรับประชาชนทุกคน
บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ครั้งแรกใน The 101 World และเผยแพร่เป็นภาษาอังกฤษใน Nikkei Asia