โดย Oksana Pokalchuk, Sai Arkar และ Aliona Kazanska ใน The 101 World
‘Rosatom’ บริษัทพลังงานนิวเคลียร์ของรัฐบาลรัสเซีย ต้องการให้บรรดาลูกค้าที่กำลังมีจำนวนเพิ่มขึ้นทั่วโลก เข้าใจว่าการผลิตและอุปทานของการผลิตพลังงานนิวเคลียร์อยู่นอกเหนือการเมือง แต่ความจริงแล้ว Rosatom เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ด้านภูมิรัฐศาสตร์ของประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูติน การพึ่งพาทางพลังงานเป็นหนึ่งในกลไกที่รัฐบาลรัสเซียใช้ในการแสดงอิทธิพลและอำนาจของตน ด้วยเหตุนี้ ผู้นำประเทศในเอเชียควรเป็นกังวลอย่างยิ่งต่อข้อตกลงระหว่างรัสเซียกับรัฐบาลทหารเมียนมาที่เพิ่งลงนามเมื่อเร็วๆ นี้ ในการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์แห่งใหม่ในประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเต็มไปด้วยสงครามและความขัดแย้ง
การให้การสนับสนุนของรัสเซียต่อรัฐบาลทหารแต่ละชุดในเมียนมา ได้ถูกบันทึกไว้เป็นอย่างดีตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา อาวุธและเครื่องบินของรัสเซียต่างถูกใช้อย่างแพร่หลายในสงครามที่รัฐบาลทหารกำลังกระทำต่อพลเรือน รวมถึงการโจมตีทางอากาศรายวันที่เกิดทั่วทั้งประเทศ
รัสเซียแสดงความตั้งใจมาอย่างต่อเนื่องในการนำพลังงานนิวเคลียร์มาสนับสนุนการกดขี่ในเมียนมา ในปี 2550 รัฐมนตรีกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของเมียนมา ได้ลงนามความตกลงเพื่อความร่วมมือด้านพลังงานนิวเคลียร์กับรัฐบาลรัสเซียเป็นครั้งแรกที่เมืองมอสโก ทั้งสองประเทศได้พัฒนาโครงการนี้เรื่อยมา ในปี 2566 ภายหลังความตกลงด้านพลังงานปรมาณูฉบับใหม่ระหว่างรัสเซียกับเมียนมา ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา มิน อ่อง หล่าย ได้ออกมายอมรับต่อสาธารณชนว่าบริษัท Rosatom มีส่วนเกี่ยวข้องกับประเทศเมียนมา นอกจากนี้ หลังจากการเจรจาที่มอสโกในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ปูตินและมิน ออง หล่ายได้ลงนามความตกลงเพื่อพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กในเมียนมา หนึ่งเดือนก่อนหน้านั้น ทั้งสองประเทศยังได้บรรลุข้อตกลงครั้งสำคัญที่จะสร้างท่าเรือและโรงกลั่นน้ำมันในเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ที่กำลังเป็นที่ถกเถียงกัน บริเวณชายฝั่งทะเลอันดามันของเมียนมา
ความร่วมมือระหว่างบริษัท Rosatom กับรัฐบาลทหารเมียนมา เท่ากับการสมรู้ร่วมคิดในอาชญากรรมอันโหดร้ายของรัฐบาลทหาร ความร่วมมือเช่นนี้ ไม่ได้ ‘อยู่เหนือการเมือง’ แต่สร้างความชอบธรรมให้กับการกดปราบ ซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้นจากการที่บริษัทแห่งนี้มีบทบาทในการยึดครองโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซาโปริฌเฌีย (Zaporizhzhia nuclear power plant: ZNPP) ในยูเครน
นับแต่เดือนมีนาคม ปี 2565 กองทัพทหารรัสเซีย ภายใต้ความช่วยเหลือจากบริษัท Rosatom ได้บุกเข้าไปยึดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหญ่สุดในยุโรป สิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่งคือการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวางและเป็นระบบที่เกิดขึ้นที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ZNPP นับตั้งแต่รัสเซียได้บุกเข้าไปยึดโรงไฟฟ้าแห่งนี้ ตามคำให้การของผู้เสียหายจำนวนมาก พบว่าบริษัท Rosatom มีส่วนร่วมในการทรมาน การสอบปากคำ และกักขังพนักงานของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ZNPP บริษัท Rosatom ยังมีส่วนร่วมในการบังคับขู่เข็ญให้พนักงานของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ZNPP เซ็นสัญญากับบริษัท และยื่นขอสัญชาติรัสเซีย โดยมีข้อมูลที่ยืนยันได้ว่า พนักงานในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ZNPP อย่างน้อยหนึ่งคนถูกทรมานจนเสียชีวิต
ในบางกรณี พนักงานโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะถูกบังคับให้ต้องทำงานทันทีหลังการสอบปากคำ การถูกทำร้ายร่างกาย และการอดหลับอดนอนของคนเหล่านี้ยังมีความเสี่ยงโดยตรงต่อความปลอดภัยและความมั่นคงของพลังงานนิวเคลียร์ในระดับนานาชาติ ที่ต้องพึ่งพาความสามารถในการรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ของพนักงาน
มากไปกว่านั้น ยังมีหลักฐานว่ารัสเซียวางแผนที่จะเดินเครื่องเตาปฏิกรณ์อย่างน้อย 1 เตา จากทั้งหมด 6 เตาในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ZNPP ซึ่งยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อความปลอดภัยและความมั่นคงของพลังงานนิวเคลียร์ ในปัจจุบันเตาปฏิกรณ์เหล่านี้อยู่ในโหมดปิดเครื่องแบบปลอดภัยโดยใช้ความเย็น (safer cold shutdown mode) ด้วยเหตุนี้เราไม่อาจเพิกเฉยกับคำถามเกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัยทางนิวเคลียร์ ซึ่งเป็นคำถาม ที่มาจากทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ได้
จากการพิจารณาสิ่งที่บริษัทนี้ทำในยูเครน เห็นได้ชัดเจนว่าบริษัท Rosatom ไม่ได้เป็นบริษัทที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเมือง แต่ควรถูกมองจากความเป็นจริง นั่นคือการเป็นแขนขาหนึ่งของรัฐบาลรัสเซีย และต้องมีความรับผิดชอบในบทบาทนั้น สำหรับประเทศเพื่อนบ้านของเมียนมาและประเทศในภูมิภาคเอเชียที่ให้ความสำคัญแก่ความมั่นคงด้านพลังงานแล้ว บริษัท Rosatom ดูเหมือนกำลังมอบโอกาสให้แก่ประเทศเหล่านั้น อย่างไรก็ดี สิ่งเหล่านี้จะนำมาซึ่งความเสี่ยงในระยะยาว เช่น ภาวะพึ่งพาทางการเมือง ความเสียหายต่อชื่อเสียง และความร่วมมือกับการก่ออาชญากรรมที่โหดร้าย
โครงการพลังงานนิวเคลียร์ใดๆ จะต้องได้รับการประเมินไม่เพียงแค่ในด้านความคุ้มค่าเชิงต้นทุนเท่านั้น แต่ยังต้องพิจารณาด้านความชอบธรรมทางกฎหมายและจริยธรรมด้วย การร่วมมือกับบริษัท Rosatom ในวันนี้ หมายถึงการมีส่วนร่วมทางยุทธศาสตร์กับรัฐวิสาหกิจที่มีความพัวพันกับการก่ออาชญากรรมสงคราม การละเมิดความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ และการสนับสนุนระบอบเผด็จการที่กดขี่
รัฐบาลประเทศต่างๆ ภาคประชาสังคม สถาบันด้านวิทยาศาสตร์ และสหภาพแรงงานระหว่างประเทศควรต่อต้านการมีบทบาทของบริษัท Rosatom ในเมียนมา และควรประณามการกระทำของพวกเขาในยูเครน สถาบันต่างๆ ที่เกี่ยวข้องควรระงับความร่วมมือทางนิวเคลียร์ใดๆ ระหว่างบริษัท Rosatom และบริษัทอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสอบสวนว่าบริษัทแห่งนี้มีส่วนร่วมในการก่ออาชญากรรมในยูเครนและเมียนมาอย่างไร และผลักดันให้องค์การสหประชาชาติ และทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศบังคับใช้มาตรฐานสากล และป้องกันไม่ให้บริษัท Rosatom สร้างความชอบธรรมให้ตนเองผ่านพื้นที่ต่างๆ เช่น องค์การสหประชาชาติ และเวทีข้อตกลงโลกแห่งสหประชาชาติ (UN Global Compact)
ความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ต้องเป็นสิ่งที่ไม่สามารถต่อรองได้ ไม่ว่าจะทั้งความปลอดภัยของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ZNPP หรือโรงไฟฟ้าอื่นๆ คนงานของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ZNPP ที่ถูกควบคุมตัวโดยมิชอบด้วยกฎหมาย รวมทั้งบุคคลอื่นที่ตกเป็นเหยื่อของการกดปราบต้องได้รับความยุติธรรม ในฐานะนักปกป้องสิทธิมนุษยชนจากยูเครนและเมียนมา พวกเราเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้จะทำให้เกิดความมั่นคงปลอดภัยร่วมกันได้
พลังงานนิวเคลียร์ไม่อาจแบ่งแยกออกจากความรับผิดชอบด้านปรมาณูได้ และความรับผิดชอบด้านพลังงานนิวเคลียร์ก็ไม่สามารถแยกออกจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้ หากประชาคมโลกยังปล่อยให้บริษัท Rosatom มีส่วนร่วมในการกระทำที่ทารุณในเมียนมาและยูเครนต่อไป เท่ากับเป็นการส่งสัญญาณที่อันตรายว่า ข้อตกลงด้านพลังงานทำให้เราสามารถมองข้ามปัญหาการทรมาน การยึดครองดินแดน และการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐได้
บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ครั้งแรกใน The 101 World และเผยแพร่เป็นภาษาอังกฤษใน The Diplomat